K-SNAPP

[ดรามาCLIP] ก่อนหน้า ‘ชัมกโยยุก’ ก็มีมาแล้ว… 3 เรื่องเล่าการเอาคืนบนเน็ตฟลิกซ์

จาก ‘เดอะ โกลรี’ ถึง ‘บลัดฮาวด์ส’…สูตรเล่าเรื่องแบบ ‘การลงทัณฑ์’ ที่ผู้ชมหลงใหล

ชัมกโยยุก, การเอาคืน, เรื่องเล่า, ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว, กรรมตามสนอง, เดอะ โกลรี, จูเวไนล์ จัสติส, บลัดฮาวด์ส, เน็ตฟลิกซ์
ภาพ: เน็ตฟลิกซ์

ซีรีส์ออริจินัลของเน็ตฟลิกซ์ ชัมกโยยุก ที่ก่อนเปิดตัวก็มีเสียงอื้อฉาวไม่ขาดสาย ทั้งประเด็นลงโทษทางร่างกายต่อนักเรียน การเหยียดเชื้อชาติ และการกีดกันทางเพศ ได้เผยโฉมออกมาแล้ว ชัมกโยยุก ถ่ายทอดเรื่องราวของการฟื้นฟูระเบียบในโรงเรียนที่พังทลาย และทำให้ผู้กระทำที่ล้ำเส้นต้องรับผลที่สาสม ผลงานเรื่องนี้ติดอันดับ 3 ทั่วโลกในหมวดรายการทีวี ตามการจัดอันดับของบริการเก็บสถิติเรตติ้ง OTT อย่าง FlixPatrol เมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมา ตอกย้ำการจับตาของผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ

ด้วยความสำเร็จของผลงาน กระแสความสนใจของสังคมจึงหันกลับไปยัง ‘เรื่องเล่าแบบเอาคืน’ อีกครั้ง การตั้งค่ารูปแบบเช่นนี้เชื่อมตรงกับอารมณ์ที่ทรงพลังในตลาดคอนเทนต์ช่วงหลังๆ ในความเป็นจริงที่ดูเหมือนกฎหมายและระบบจะทำงานได้ไม่ทันท่วงที ผู้ชมบางครั้งจึงอยากเห็นช่วงเวลาแห่ง ‘ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว’ และ ‘กรรมตามสนอง’ ผ่านงานศิลป์ เน็ตฟลิกซ์คอนเทนต์ออริจินัลสัญชาติเกาหลีได้หยิบอารมณ์นี้มาปรับเล่นเชิงแนวทางอย่างหลากหลาย ก่อน ชัมกโยยุก ก็มี เดอะ โกลรี, จูเวไนล์ จัสติส, บลัดฮาวด์ส ที่นับเป็นตัวอย่างชัดเจน

ชัมกโยยุก, การเอาคืน, เรื่องเล่า, ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว, กรรมตามสนอง, เดอะ โกลรี, จูเวไนล์ จัสติส, บลัดฮาวด์ส, เน็ตฟลิกซ์
ภาพ: เน็ตฟลิกซ์

เดอะ โกลรี คือโฉมหน้าที่ชัดที่สุดของละครล้างแค้นแบบเกาหลี เรื่องราวของ มุนดงอึน (ซง ฮเยคโย) ผู้ถูกเหยียบย่ำจากความรุนแรงในโรงเรียนสมัยมัธยมอย่างสาหัส หล่อนอดทนผ่านกาลเวลายาวนาน ก่อนจะเดินหน้าแก้แค้นอย่างรอบคอบต่อผู้กระทำที่ทำลายชีวิตเธอ เดอะ โกลรี ไม่ได้วาดภาพการล้างแค้นเป็นเพียงการระเบิดอารมณ์โกรธ แต่เป็นแผนที่ใกล้เคียงกับการวางโครงสร้างมาอย่างยาวนาน การแก้แค้นของมุนดงอึนไม่ใช่การเอาคืนแบบฉาบฉวย แต่คือการสั่นคลอนโลกอันจอมปลอมที่ผู้กระทำสร้างขึ้นทีละชั้น เพื่อทวงคืนชีวิตที่เธอสูญเสียไป ระหว่างทาง ซีรีส์ลงลึกให้เห็นเหตุผลว่าทำไมเหยื่อจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการแก้แค้น และการแก้แค้นนั้นจะกลายเป็นการฟื้นคืนบางสิ่งที่มากกว่าการเอาคืนส่วนตัวได้อย่างไร

ไวยากรณ์ของเรื่องเย็นชาและแห้งแล้ง แทนที่จะโหมอารมณ์ ซีรีส์ใช้ฉากที่คำนวณมาอย่างดี บทสนทนาคมชัด และแรงกดดันระหว่างตัวละครเพื่อก่อสร้างความสะใจของการเอาคืน ผู้กระทำความรุนแรงในโรงเรียนดำเนินชีวิตราวกับลืมอดีต แต่เรื่องราวกลับชี้ให้เห็นว่าบาดแผลที่พวกเขาทิ้งไว้ได้กัดกินชีวิตของเหยื่อทั้งผืนอย่างไร ความรู้สึกเรื่อง ‘กรรมตามสนอง’ จึงทำงานรุนแรง เมื่อความสงบสุขลวงตาในชีวิตประจำวันของผู้กระทำเริ่มปริแตกทีละน้อย ผู้ชมจะรู้สึกเกินกว่าความสะใจธรรมดา เป็นความรู้สึกว่า ‘ความยุติธรรมที่ถูกเมินมานาน เพิ่งมาถึงในที่สุด’

สิ่งที่ทำให้ เดอะ โกลรี ทรงพลังเป็นพิเศษ คือเป้าหมายของการเอาคืนไม่ใช่ ‘ความชั่วแบบนามธรรม’ แต่คือใบหน้าที่สมจริงอย่างยิ่งของความรุนแรง ความรุนแรงในโรงเรียน ชนชั้น อำนาจของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่นิ่งเฉย และความขี้ขลาดของผู้เห็นเหตุการณ์รวมกันเป็นโลกหนึ่งใบ การต่อสู้ของมุนดงอึนจึงพุ่งใส่ทั้งจักรวาลนั้น ทำให้ ‘ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว’ ของเรื่องไม่หยุดเพียงแค่ ‘คนเลวถูกลงโทษ’ แต่ยังย้ำว่าความสำเร็จและความสุขที่ก่อบนความเจ็บปวดของผู้อื่นพร้อมพังทลายได้ทุกเมื่อ และชีวิตของเหยื่อเองก็มีโอกาสทวงคืนชื่อของตัวเองได้ หาก ชัมกโยยุก ฟื้นระเบียบที่พังในพื้นที่โรงเรียนแล้วละก็ เดอะ โกลรี คือการชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงที่เริ่มต้นในโรงเรียนไม่ได้จบลงเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เรื่องราวการเอาคืนมีลมหายใจยาวไกลกว่า

ชัมกโยยุก, การเอาคืน, เรื่องเล่า, ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว, กรรมตามสนอง, เดอะ โกลรี, จูเวไนล์ จัสติส, บลัดฮาวด์ส, เน็ตฟลิกซ์
ภาพ: เน็ตฟลิกซ์

จูเวไนล์ จัสติส เป็นหนึ่งในผลงานที่แบ่งปันปมปัญหาเดียวกับ ชัมกโยยุก มากที่สุด แต่แนวทางกลับตรงกันข้าม หาก ชัมกโยยุก ขับเคลื่อนด้วยพลังของการแทรกแซงอย่างสะใจและการลงทัณฑ์โดยตรง จูเวไนล์ จัสติส จะสอบทานคำถามเรื่องความผิดและความรับผิด การลงโทษและการแก้ไขฟื้นฟูอย่างเยือกเย็นภายในกรอบสถาบันศาล จุดศูนย์กลางของเรื่องคือผู้พิพากษา ชิมอึนซอก (คิม ฮเยซู) ผู้ประกาศชัดว่า “เกลียดคดีเยาวชน” ต่อหน้าใครต่อใคร เธอต้องตัดสินใจอันยากลำบากซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าคดีที่พันกันระหว่างข้อจำกัดของกฎหมายเยาวชนและมาตรการคุ้มครอง ความเจ็บปวดของเหยื่อ อายุของผู้กระทำ ตลอดจนความรับผิดชอบของครอบครัวและสังคม

ลักษณะเด่นของผลงานคือไม่ยอมให้ ‘ความดีลงโทษความชั่ว’ ถูกบริโภคอย่างง่ายดาย แค่มีผู้กระทำที่เป็นเยาวชน ไม่ได้แปลว่าทุกคดีจะถูกลากไปในทาง “ต้องลงโทษเด็กให้หนัก” ในทางกลับกัน ซีรีส์ก็ไม่ติดกับดักความสงสารแบบ “ยังเด็กอยู่ก็ควรผ่อนปรน” เรื่องราวจะวางให้เห็นความรับผิดชอบของเหยื่อและผู้กระทำ พ่อแม่กับโรงเรียน ศาลกับสังคมในแต่ละคดีพร้อมกัน ทำให้ ‘กรรมตามสนอง’ ใน จูเวไนล์ จัสติส สมจริงอย่างยิ่ง ความผิดของใครสักคนย่อมต้องมีความรับผิดตามมา แต่กระบวนการเรียกร้องความรับผิดนั้นไม่อาจเสร็จสิ้นด้วยเพียงความโกรธทางอารมณ์

ชิมอึนซอกคือไวยากรณ์หลักของเรื่อง เธอเยือกเย็น เด็ดขาด และผลักดันคดีไปข้างหน้าด้วยถ้อยคำที่ใกล้เคียงภาษาคำพิพากษามากกว่าคำปลอบใจ แต่ความเด็ดขาดนั้นไม่ใช่ความไร้หัวใจ หากอ่านได้ว่าเป็นความตั้งใจที่จะไม่ปิดทับความเจ็บปวดของเหยื่ออย่างง่ายดาย ซีรีส์ชี้ให้เห็นว่าคำว่า “อำนวยความยุติธรรม” นั้นหนักและซับซ้อนเพียงใด ความสะใจจากการลงทัณฑ์ก็มี แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือคำถามเชิงโครงสร้างเพื่อไม่ให้เรื่องแบบเดิมเกิดซ้ำ

บทเรียนจาก จูเวไนล์ จัสติส ชัดเจน: ความผิดต้องตามมาด้วยความรับผิด และความไร้ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ที่ทำให้ผู้กระทำหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ ก็ต้องขึ้นสู่แท่นตัดสินไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ ผลงานจึงเสนอ ‘สภาพคลี่คลายสู่ความถูกต้อง’ ในอารมณ์ที่ต่างจากความสะใจแบบ ชัมกโยยุก ไม่ใช่กำปั้นหรือการกดดัน แต่ด้วยกฎหมาย การชั่งน้ำหนัก คำบันทึก และกระบวนการที่ตั้งคำถามต่อระเบียบที่พังทลาย ผู้ชมที่ดูจบจะกลับออกมาพร้อมคำถามหนักๆ เช่น “สังคมสามารถผลักภาระความผิดของเยาวชนให้เป็นแค่ปัญหาของตัวบุคคลได้ถึงไหน” “ความเจ็บปวดของเหยื่อ ใครจะรับผิดชอบ และอย่างไร”

ชัมกโยยุก, การเอาคืน, เรื่องเล่า, ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว, กรรมตามสนอง, เดอะ โกลรี, จูเวไนล์ จัสติส, บลัดฮาวด์ส, เน็ตฟลิกซ์
ภาพ: เน็ตฟลิกซ์

บลัดฮาวด์ส คือเรื่องเล่าการอำนวยความยุติธรรมในคราบแอ็กชันมวยสากล นักชกหนุ่มสองคนบนสังเวียนที่เคยสู้กันอย่างแฟร์ แทคอัน (อู โดฮวาน) และอูจิน (อี ซางอี) ต้องเผชิญโลกภายนอกที่หยาบกร้านและสกปรกกว่าเดิม องค์กรปล่อยเงินกู้นอกระบบซึมลึกเข้าไปในความจนตรอกของผู้คน และทำลายชีวิตด้วยหนี้และความรุนแรง เมื่อถึงจุดนั้น กำปั้นของทั้งคู่ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแอ็กชัน แต่คือการระบายโทสะต่อความชั่วที่หลบเลี่ยงกฎหมาย ซีรีส์ผสานแรงปะทะของมวยกับพลังแบบบัดดี้ของวัยรุ่น สร้างจังหวะแห่งการเอาคืนที่สะใจ

จุดแข็งของเรื่องอยู่ที่เส้นแบ่งดี-ชั่วที่ค่อนข้างชัดเจน แก๊งปล่อยกู้นอกระบบถูกวาดให้เป็นใบหน้าของความชั่วที่หากินบนจุดอ่อนของมนุษย์ ส่วนแทคอันและอูจิน แม้จะดิบแต่ก็มีสำนึกยุติธรรมอันบริสุทธิ์ในการต่อกรกับพวกนั้น ความสะใจของ บลัดฮาวด์ส จึงตรงไปตรงมา คนทำชั่วต้องโดนซัด ผู้รังแกคนอ่อนแอต้องชดใช้ นี่คืออารมณ์ดิบดั้งเดิมที่โลดแล่นในทุกฉากแอ็กชัน มากกว่าการชั่งคำนวณการเมืองอันซับซ้อน กฎของการเอาคืนด้วยร่างกายทำงานได้แรง

กระนั้น บลัดฮาวด์ส ก็ไม่ได้เดินเรื่องด้วยหมัดล้วนๆ มิตรภาพของชายหนุ่มสองคน ความจนตรอกของผู้คนที่ถูกหนี้คุกคาม และโครงสร้างของความรุนแรงที่ใช้เงินเป็นอาวุธ ถูกวางคู่กัน เติมน้ำหนักทางอารมณ์ให้กับเรื่องราว

ชัมกโยยุก, การเอาคืน, เรื่องเล่า, ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว, กรรมตามสนอง, เดอะ โกลรี, จูเวไนล์ จัสติส, บลัดฮาวด์ส, เน็ตฟลิกซ์
ภาพ: เน็ตฟลิกซ์

ถ้า ชัมกโยยุก คือเรื่องของการกอบกู้ศักดิ์ศรีที่พังทลายในพื้นที่โรงเรียน บลัดฮาวด์ส ก็เป็นศึกประชิดตัวเพื่อทวงคืน “ความยุติธรรมขั้นต่ำสุด” ในโลกที่เงินและความรุนแรงครอบงำ ทั้งสองเรื่องเล็งเป้าความสะใจที่ผู้ชมต้องการได้แม่นยำ ต่างกันตรงที่จุดโฟกัสของ บลัดฮาวด์ส ไม่ได้อยู่ที่การลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘การร่วมแรงร่วมใจ’ ความเชื่อว่าศึกที่คนๆ เดียวต้านไม่ไหว หากมีคนข้างๆ กระโดดเข้ามาร่วมสู้ก็เป็นไปได้ ดังนั้น ‘ส่งเสริมความดีลงโทษความชั่ว’ ในเรื่องนี้จึงไม่ได้จบที่ความสะใจจากสองกำปั้น แต่สมบูรณ์ขึ้นจากภาพของผู้คนใจดีที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องกันและกันจนถึงที่สุด

ทั้งสามเรื่องที่กล่าวถึงข้างต้นต่างตั้งคำถามว่า ‘ความยุติธรรมเดินทางมาถึงอย่างไร’ ในวิถีที่แตกต่างกัน เดอะ โกลรี ด้วยการล้างแค้นที่วางแผนยาวนาน จูเวไนล์ จัสติส ด้วยสถาบันและคำพิพากษา และ บลัดฮาวด์ส ด้วยแอ็กชันทุ่มตัวและการเคียงบ่าเคียงไหล่ ส่วน ชัมกโยยุก ที่รับไม้ต่อ ก็กำลังกระตุกอารมณ์การอำนวยความยุติธรรมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง