เมื่อข้อกล่าวหาเรื่องการเลี่ยงภาษีที่รายล้อมนักแสดง ชา อึนอู และ คิม ซอนโฮ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกถูกหักหลังและหมดแรงใจของสาธารณชนก็ยิ่งทวีคูณ ทว่าเรื่องที่ยังอยู่ในขั้น “ข้อสงสัย” จำเป็นต้องถูกนำเสนอด้วยความระมัดระวังจนกว่าข้อเท็จจริงจะถูกยืนยัน ถึงอย่างนั้น เหตุผลที่คำว่า “ภาษี” สามารถจุดเดือดความโกรธของสังคมได้อย่างรวดเร็วก็ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะทันทีที่ใครสักคนปกปิดเส้นทางเงิน และเหยียดหยามกติกาของชุมชน ความผิดนั้นก็ล้ำเส้นจากการนอกลู่นอกทางของปัจเจก ไปสู่การกัดกินระบบทั้งกระบวนการ
ในโลกของซีรีส์ก็มีผลงานหลากหลายที่หยิบประเด็นเลี่ยงภาษีมาวางเป็นแกนเรื่อง เราคัด 3 เรื่องจากซีรีส์เกาหลีที่นำประเด็นนี้ขึ้นมาเล่าอย่างเด่นชัด
◆ OCN Squad 38
ผู้ค้างชำระภาษีตัวกลั่นที่ไม่ยอมจ่ายนั้นเจ้าเล่ห์กว่าที่คิด พวกเขายักยอกทรัพย์ แบ่งแยกชื่อผู้ถือครอง และซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่สีเทาของกฎหมาย พลางพูดว่า “ไม่มีเงิน” จุดเริ่มต้นของซีรีส์อยู่ตรงนี้เอง วันหนึ่งที่ทีมเฉพาะกิจติดตามทวงหนี้ภาษีของเมืองซอวอนถูกผู้ค้างชำระรายใหญ่ปั่นหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าราชการ แบ็ก ซองอิล (รับบทโดย มา ดงซอก) จึงจับมือกับอัจฉริยะนักต้มตุ๋น ยัง จองโด (รับบทโดย ซอ อินกุก) ข้าราชการคือคนที่รู้กฎหมายและขั้นตอน นักต้มตุ๋นคือคนที่อ่านจิตวิทยาและช่องโหว่ของมนุษย์ ทั้งคู่แม้จะไม่ไว้ใจกัน แต่ก็ก่อตั้งพันธมิตรประหลาดใต้ธงเป้าหมายสาธารณะอย่าง “ภาษี”
แผนปฏิบัติการมักเริ่มด้วยเหยื่อล่ออันหอมหวาน เขย่าความทะยานอยากของผู้ค้างชำระ (ศักดิ์ศรี ความฟุ้งเฟ้อ ที่ซ่อนเงินอย่างปลอดภัย) ให้เขาเคลื่อนไหวเอง แล้วค่อยดึงเส้นทางเงินที่ซ่อนไว้ขึ้นมาบนผิวน้ำ ระหว่างทาง ซีรีส์ชี้ชัดว่า “เหตุใดการเลี่ยงภาษีจึงปลุกความโกรธ” เพราะการหนีภาษีไม่ใช่แค่ทำให้รัฐเสียหาย แต่เป็นการผลักภาระต้นทุนไปให้คนส่วนใหญ่ที่จ่ายภาษีอย่างซื่อสัตย์ ความสะใจแบบงานปล้นกลโกงถูกวางทับด้วยอารมณ์เรื่องความยุติธรรมทางภาษีและความเหลื่อมล้ำทางสังคม แล้วตั้งคำถามค้างใจไปจนจบว่า “โลกที่คนทำตามกติกา ‘ไม่ต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ’ จะเป็นไปได้ไหม”
◆ MBC Tracer
ในกองตรวจสอบของสำนักงานสรรพากร แผนกภาษีที่ 5 ซึ่งเป็นที่รวมของคนถูกเด้ง โชคชะตาพัดพาให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามฝีมือกล้าและหัวไวอย่าง ฮวัง ดงจู (รับบทโดย อิม ซีวาน) เข้ามา ฮวัง ดงจู ไม่พูดถึงหลักการกับขั้นตอนเป็นหลัก แต่ขึ้นชื่อเรื่อง “ดมกลิ่นเงินที่ถูกซ่อน” ยิ่งสมุดบัญชีของใครสะอาดเนี้ยบ ยิ่งถูกสวมภาพลักษณ์ “ผู้เสียภาษีอย่างเคร่งครัด” เขายิ่งระแวง ซีรีส์ไม่ได้ทำให้คนเลี่ยงภาษีดูเป็นเพียง “วายร้ายรวยๆ” หากแต่ชี้โครงสร้างที่ทำให้เกิด “คนที่ไม่มีวันถูกตรวจสอบ” ซึ่งร้อยรัดด้วยกลุ่มทุน อำนาจ สื่อ และการล็อบบี้
เป้าหมายของฮวัง ดงจู ไม่ใช่แค่สถิติผลงาน เหตุผลที่เขาเข้ามาในสำนักงานสรรพากรโยงกับคดีในอดีต จึงทำให้การสืบสวนของแผนกภาษีที่ 5 เริ่มจากเงินและจบลงที่ “คน” การค้นบ้าน การประเมินเรียกเก็บย้อนหลัง และการติดตามเส้นทางเงิน ถูกเล่าแบบเข้มข้นราวฉากแอ็กชัน แต่สิ่งที่ผุดขึ้นมาระหว่างนั้นคือคำถามว่า “กฎหมายถูกใช้เท่าเทียมกันจริงหรือไม่” ความสะใจปะทุในทุกตอน แต่ไม่ได้หมายความว่าความสะใจนั้นจะคลี่คลายปัญหาได้ในทันที เพราะการเลี่ยงภาษีไม่ใช่แค่ตัวเลข หากคือเครือข่ายความสัมพันธ์
◆ JTBC Agency
อุตสาหกรรมภาพลักษณ์อย่างเอเจนซี่โฆษณาดูหรูหราฉูดฉาดภายนอก แต่ภายในคือสนามรบของตัวเลขและอำนาจ เรื่องนี้เล่าผ่านผู้หญิงผู้บริหารระดับสูง โก อาอิน (รับบทโดย อี โบยอง) ที่ต้องอยู่รอดด้วยผลงาน และการทรหดฝ่าการเมืองในองค์กรท่ามกลางศึกยอดขาย ผลงาน และอำนาจการบริหารคน จุดที่น่าสนใจคือ ชะลอมให้ปะทุสงครามไม่ใช่ “ความล้มเหลวของแคมเปญ” แต่เป็นสแกนดัล “ข้อกล่าวหาเลี่ยงภาษี” ของลูกค้ารายใหญ่ ทันทีที่ข้อสงสัยปะทุ สัญญาและยอดขายก็สั่นคลอน องค์กรพากันมองหาผู้รับเคราะห์เพื่อโยนความผิด
ในที่นี้ ประเด็นเลี่ยงภาษีไม่ใช่เพียงวัสดุของหนังอาชญากรรม แต่เป็นกลไกที่เผยให้เห็นวิธีทำงานของทุน เมื่อผู้ลงโฆษณาสะเทือน บริษัทก็พูดเรื่องศีลธรรมไปพร้อมๆ กับพยายามรั้งยอดขาย ผู้มีอำนาจภายในขยับด้วย “ได้เสีย” มากกว่า “หลักการ” และนางเอกต้องเดินเชือกขึงระหว่างผลงานกับจริยธรรมด้วยตัวเอง ท้ายที่สุด ใบหน้าที่แท้จริงของการเลี่ยงภาษีที่เรื่องนี้ฉายให้เห็น จึงไม่ใช่แค่ “จ่ายน้อยแล้วได้ประโยชน์” แต่คือโครงสร้างที่ข้อกล่าวหาเพียงครั้งเดียวสั่นคลอนการอยู่รอดของแรงงานและองค์กรจำนวนมาก และในโครงสร้างนั้น เกียรติและอาชีพของปัจเจกถูกใช้สอยอย่างง่ายดาย ความผิดของ “เงิน” จึงไม่เคยหยุดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่มักสั่นสะเทือนชีวิตของผู้อื่นเสมอ ซึ่งคือบทสรุปขมขื่นที่ผลงานฝากไว้