อดีตผู้จัดการส่วนตัวสายดูแลเฉพาะของท็อปสตาร์รายหนึ่งซึ่งทำงานแถวหน้าวงการบันเทิงมายาวนาน ออกมาแฉด้านมืดของอุตสาหกรรมผ่านบทสัมภาษณ์ในยูทูบ เจ้าตัวย้ำว่าเคยเป็นผู้จัดการของ “นักแสดงระดับ 10 ล้านผู้ชม” และอ้างว่า หน้าที่ของผู้จัดการไม่ได้จบแค่บริหารตารางงาน แต่ยังต้องทำตัวเป็นเกราะรับความเสี่ยงแทนศิลปินอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา บนช่องยูทูบ 직업의모든것 มีการเผยแพร่วิดีโอหัวข้อ “ความจริงในวงการที่ผู้จัดการคนดังออกมาเปิดโปง” ประเด็นแรกที่ A씨 หยิบยกคือธรรมเนียมที่เรียกว่า “รับผิดแทน” โดยกล่าวว่า “เวลาเกิดเรื่องใหญ่ที่ส่งแรงกระเพื่อมอย่างเมาแล้วขับ ผู้จัดการจะออกหน้ามารับสารภาพแทนตัวจริงว่า ‘ผมทำเอง’ และแลกกับการชดเชยเป็นเงิน แบบนี้มีอยู่ในวงการ” เป็นสิ่งที่เราเคยเห็นแต่ในผลงานบันเทิง ทว่ากลับเกิดซ้ำๆ ในสถานที่จริง ตามคำอ้างของเขา
ยังพูดถึงปัญหา “ใบสั่งยาแทน” ด้วย A씨 เปิดเผยว่าเคยรับใบสั่งยาจากแพทย์แทนคนดังตามคำขอแล้วนำไปส่งให้ พร้อมระบุว่ามีบันทึกแชตคา카오ทอล์กที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้เปิดเผยในวิดีโอ ประเด็นนี้ไปสอดรับกับกระแสสังคมเรื่องการรับใบสั่งยาแทนที่กำลังอ่อนไหวอยู่ในขณะนี้ จึงยิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย
พร้อมกันนั้น A씨 ยังวิจารณ์วิธีที่บางค่ายใช้เฝ้าจับตาผู้จัดการ โดยเล่าว่า “บริษัทถึงขั้นตรวจเช็กข้อมูลจากกล้องบันทึกภาพหน้ารถทีละรายการ เคยเจอมือถือถูกเปิดบันทึกเสียงทิ้งไว้ในรถด้วย” โดยอ้างว่าเป้าหมายคือจะฟังว่าเขาพูดอะไรเกี่ยวกับศิลปินหรือบริษัท ทำให้ผู้จัดการต้องอยู่ในสภาพถูกสอดส่องตลอดเวลา
คำให้การเรื่องวัฒนธรรมการเลี้ยงรับรองก็มีต่อเนื่อง A씨 ระบุว่า “มีเหตุการณ์ที่คนดังไปร่วมวงสังสรรค์ลักษณะคล้ายสถานบันเทิง ผู้จัดการสายปฏิบัติการมักไม่ได้เข้าไปในห้องเดียวกัน ต้องรออยู่ข้างนอก” โดยบอกว่ามักมีผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะด้วย และตนเองเคยได้รับโทรศัพท์ให้ไปรับคนดังเมื่อเสร็จงานแล้ว
ยามเกิดวิกฤตเสี่ยงถ่ายทำสาย เขายอมรับว่าต้องขับรถแบบฝืนสามัญสำนึก A씨 กล่าวถึงเหตุการณ์บนช่องทางรถบัสของทางด่วนคยองบู ซึ่งมีรถตำรวจเปิดไซเรนตามมา พร้อมสารภาพว่า “ผมกลัวโดนดาราดุมากกว่าถูกตำรวจจับ” ชี้ให้เห็นแรงกดดันที่ผู้จัดการต้องรับภาระด้วยตัวเองมีมากเพียงใด
เหนือสิ่งอื่นใด A씨 มองว่าสาเหตุที่เรื่องเหล่านี้ไม่ค่อยถูกเปิดเผยมาจาก “อำนาจที่ไม่สมดุล” เขากล่าวว่า “อิทธิพลของดาราระดับท็อปมันใหญ่โตมาก พอจะทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ ก็ไม่เพียงทำให้กลับมาทำงานในวงการยากขึ้น แถมตัวเองอาจถูกโจมตีเสียเอง” ความหวาดหวั่นว่าต่อให้เป็นข่าวก็อาจถูกทำให้เงียบหายได้ คือสิ่งที่ทำให้ผู้จัดการจำนวนมากต้องนิ่งเงียบ
บทสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงถูกจับตา เพราะเล็งใส่โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยวและระบบผลักภาระความรับผิดในอุตสาหกรรมบันเทิง มากกว่าจะเป็นการหลงผิดของบุคคลใดคนหนึ่ง อย่างไรก็ดี เนื้อหาจำนวนไม่น้อยตั้งอยู่บนคำให้การฝ่ายเดียวของ A씨 จึงยังจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและรับฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง