เมื่อจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ของสาธารณชนเข้มข้นกว่าที่เคย มุมมองต่อสื่อก็แหลมคมขึ้นตามไปด้วย กระแสวิจารณ์เรื่องความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ที่ปะทุขึ้นจากซีรีส์เรื่องหนึ่งซึ่งเพิ่งอวสานไปหมาด ๆ กลายเป็นอีกหลักฐานย้ำชัดว่า มาตรฐานทางสังคิต่อการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ในซีรีส์นั้นเคร่งครัดเพียงใด
ประเด็นโต้เถียงเกิดขึ้นในตอนที่ 11 ของซีรีส์วันศุกร์–เสาร์ทาง MBC Perfect Crown ระหว่างฉากพิธีขึ้นครองราชย์ของอีอันแดกุน (รับบทโดย บยอนอูซอก) ในเรื่อง ขุนนางตะโกนว่า “ชอนเซ” ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้กับรัฐบรรณาการ แทนที่จะเป็น “มันเซ” ที่ใช้กับจักรพรรดิ ขณะที่พระราชาเองกลับสวม “มงกุฎเมียนรยูแบบ 9 พู่ (มงกุฎเก้าริ้ว)” ของรัฐบรรณาการ แทนที่จะเป็น “มงกุฎเมียนรยูแบบ 12 พู่ (มงกุฎเหมียนหลิว)” ของจักรพรรดิ เกิดความคลาดเคลื่อนที่ไม่สอดคล้องกัน เมื่อฉากดังกล่าวออกอากาศ ผู้ชมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า “บิดเบือนต้นฉบับอย่างร้ายแรง” “อับอายขายหน้าเพราะไม่แม้แต่จะตรวจสอบพื้นฐาน” ถึงขั้นมีเสียงเรียกร้องให้ยุติการเผยแพร่ผลงาน
เมื่อกระแสดังกล่าวขยายวงกว้างไปถึงการเรียกร้องให้เรียกคืนเงินสนับสนุนจากรัฐบาล คณะกรรมการกระจายเสียงสื่อสารและโทรคมนาคม จึงออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “วงเงินสนับสนุนที่เกี่ยวกับซีรีส์นี้ มีเพียงค่าโดยสารเครื่องบินและค่าที่พักของผู้เกี่ยวข้อง 1 คน สำหรับเข้าร่วมงานโรดโชว์ชี้แจงการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 3.1 ล้านวอน (ประมาณ 86,000 บาท) เท่านั้น” และย้ำชัดว่า “เป็นเพียงค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงาน ไม่ได้สนับสนุนต้นทุนการผลิตตัวซีรีส์แต่อย่างใด”
สุดท้ายทาง MBC ก็ออกมายอมรับผิด MBC แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ว่า ได้ตัดสินใจลบฉากปัญหาในตอนที่ 11 ออกทั้งหมด ทางสถานีอธิบายว่า “จำเป็นต้องอัปเดตเวอร์ชันแก้ไขลงใน VOD และแพลตฟอร์ม OTT หลายแห่ง จึงอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะแล้วเสร็จ”
อย่างไรก็ตาม มุมมองของสาธารณชนต่อประเด็นนี้ยังคงแตกออกเป็นสองฝ่าย กระดานข้อความของผู้ชมเต็มไปด้วยความเห็นคัดค้านข้อเรียกร้องให้ยุติการเผยแพร่ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตฝ่ายคัดค้านให้เหตุผลว่า “Perfect Crown เป็นแฟนตาซีสมัยใหม่ ไม่ใช่พีเรียดประวัติศาสตร์” “ในเมื่อเป็นจักรวาลสมมติที่ชัดเจน การตีกรอบว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือโยงเข้ากับประเด็นชาตินิยมย่อมเกินเหตุ” “เพื่อปกป้องคุณค่าทางวัฒนธรรมของซีรีส์ ขอให้ทีมผู้สร้างรับมืออย่างแข็งขัน” ส่งผลให้กระแสโต้เถียงยังไม่น่าจะสงบลงง่าย ๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ K-ซีรีส์ถูกกระแสวิจารณ์รุนแรงเมื่อหยิบยกข้อเท็จจริงหรือฉากหลังทางประวัติศาสตร์มานำเสนอ ตัวอย่างชัดเจนในอดีตมีทั้ง SBS Joseon Exorcist, tvN Mr. Queen และ JTBC Snowdrop เป็นต้น
Joseon Exorcist ซึ่งออกอากาศในปี 2021 เล่าเรื่องการต่อสู้ระหว่างวิญญาณร้ายกับหมอผีท่ามกลางฉากหลังยุคโชซอน แต่ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการบิดเบือนประวัติศาสตร์และการใช้พร็อพสไตล์จีนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า จนถูกแบนและถอดออกจากผังในเวลาเพียง 2 ตอน กลายเป็นเหตุการณ์ไม่เคยมีมาก่อน ในปีเดียวกัน Mr. Queen ก็เผชิญกระแสผิดเพี้ยนทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่แรกเริ่ม ทีมผู้สร้างต้องออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการและแก้ไขการตั้งค่าจินตนาการที่เกี่ยวกับบุคคลจริงทั้งหมด แม้ตอนจบจะทำเรตติ้งได้ราว 17% และประสบความสำเร็จด้านความนิยม แต่หลังออนแอร์ก็พักให้บริการสตรีมมิงไประยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาให้รับชมได้บน TVING และ Netflix ในปัจจุบัน
Snowdrop ซึ่งนำแสดงโดย จีซู แบล็กพิงก์ และ จองแฮอิน ที่หลายคนตั้งตารอ ก็ถูกความกังวลครอบคลุมตั้งแต่ก่อนออกอากาศว่าอาจบิดเบือนบริบทการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยปี 1987
พล็อตโรแมนซ์ระหว่างพระเอกที่เป็นสายลับเกาหลีเหนือกับนักศึกษาหญิงที่ช่วยเหลือเขา อาจถูกตีความว่าเป็นการทำให้ภาพลักษณ์สายลับเกาหลีเหนือดูดีขึ้น อีกทั้งอาจเป็นการทำให้ “ตราบาปสายลับ” ที่รัฐบาลเผด็จการในเวลานั้นโยนให้ฝ่ายประชาธิปไตยดูชอบธรรมขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทาง JTBC ชี้แจงว่า “เป็นการคาดเดาที่ไม่เกี่ยวกับเจตนาการสร้าง” และเดินหน้าฉายต่อไป ทว่าในระหว่างออกอากาศก็ไม่พ้นกระแสยกย่องหน่วยความมั่นคง เกินจริง รวมถึงผู้ลงโฆษณาทยอยถอนตัว สุดท้ายเรตติ้งจึงติดอยู่เพียงเลขตัวเดียวและปิดฉากลงอย่างขมขื่น
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ชมยุคปัจจุบันไม่ได้ให้ค่ากับเพียงชื่อเสียงนักแสดงหรือความสนุกเข้มข้นของเรื่องเท่านั้น แต่ยังประเมินอย่างเข้มงวดถึงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์และความแม่นยำของการอ้างอิงอีกด้วย และในเมื่ออิทธิพลของสื่อข้ามพรมแดนสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น ทีมผู้สร้างและนักแสดงก็ควรตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบทางสังคมที่หนักหน่วง และใส่ใจมากยิ่งขึ้นในทุกขั้นตอนของการผลิตผลงาน