K-SNAPP

[MovieCLIP] ครบ 10 ปีหลัง The Wailing… “HOPE” นรกสไตล์นา ฮงจินกำลังมา

จาก The Chaser ถึง The Wailing…ก้าวต่อไปของหนังสไตล์นา ฮงจิน

นา ฮงจิน, The Chaser, The Yellow Sea, The Wailing, HOPE
[ภาพ: Plus M Entertainment, 20th Century Fox Korea, Showbox]

ผู้กำกับ นา ฮงจิน กำลังหวนคืนจอใหญ่ ขณะที่ภาพยนตร์ HOPE เตรียมเข้าฉายในวันที่ 15 นี้ เหล่าแฟนหนังแนวเจนร์ของเกาหลีต่างตื่นตัวและตั้งตารอ “นา ฮงจิน” ไม่ได้เป็นแค่ชื่อของผู้กำกับสายทำเงินเท่านั้น เขาเปลี่ยนอุณหภูมิของหนังระทึกขวัญเกาหลีด้วยผลงานยาวเรื่องแรกอย่าง The Chaser ผลักดันสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ยามจนตรอกสุดขีดใน The Yellow Sea และพังทลายเส้นแบ่งระหว่างศรัทธากับความกลัว ระหว่างความสงสัยกับความบ้าคลั่งใน The Wailing แม้ผลงานจะมีไม่มาก แต่ทุกครั้งที่ปล่อยออกมาก็ทิ้งร่องรอยอันเข้มข้นไว้ในวงการหนังเกาหลี จึงถึงเวลาย้อนดูสามผลงานเด่นของนา ฮงจิน อีกครั้งก่อนที่ HOPE จะเข้าฉาย

นา ฮงจิน, The Chaser, The Yellow Sea, The Wailing, HOPE
[ภาพ: Showbox]

ยึดเค้าโครงจากคดีฆาตกรต่อเนื่อง ยู ยองชอล และออกฉายในปี 2008 ภาพยนตร์ The Chaser ส่งนา ฮงจินให้กลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตาที่สุดของวงการหนังเกาหลีแบบทันควัน หนังเล่าเกมไล่ล่าระหว่าง ออม จุงโฮ (คิม ยุนซอก) อดีตตำรวจที่กลายมาเป็นแมงดาคุมร้านนวด กลายเป็นคนไล่ตามความจริงเมื่อพนักงานนวดหญิงทยอยหายตัวไป และฆาตกรต่อเนื่องสุดขนลุก จี ยองมิน (ฮา จองอู) ออม จุงโฮที่ออกเคลื่อนไหวเพื่อช่วยหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวไว้ ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า “ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม” เขาเริ่มต้นเพราะเรื่องเงิน แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความเร่งด่วนที่จะต้องช่วยชีวิตคนหนึ่งคนก็ยิ่งกลืนกินเขามากขึ้น

หนึ่งในลักษณะเด่นที่สุดของ The Chaser คือ “ความเร็ว” หนังไม่เสียเวลาอธิบายที่มาที่ไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ผลักผู้ชมเข้าไปอยู่กลางจุดเกิดเหตุทันที ซอกซอย ห้องมืด ถนนเปียกฝน ลมหายใจหอบถี่และฝีเท้าหนักหน่วงยึดครองเต็มจอ ความไม่สบายใจที่ไม่จบแม้จับคนร้ายได้แล้ว ความไร้ประสิทธิภาพของอำนาจรัฐ และเส้นตายที่อาจหมายความว่าเหยื่อยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทั้งหมดนี้กดทับตลอดทั้งเรื่อง แทนที่จะเน้นปริศนาตามหาตัวคนร้าย หนังจดจ่อกับความเร่งด่วนว่า “ต้องช่วยเดี๋ยวนี้” จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของหนังไล่ล่าแบบเกาหลี

ทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ก็แรงไม่แพ้กัน แม้เรต 18+ แต่กวาดผู้ชมทะลุ 5 ล้านคน และคว้าการยอมรับทั้งด้านผลงานและการกำกับจากเวทีใหญ่อย่างรางวัลบลูดราก้อน แดจองอวอร์ด แพ็กซังอาร์ตส์อะวอร์ดส์ ฯลฯ โดยเฉพาะในงาน Grand Bell Awards ครั้งที่ 7 (대한민국영화대상) กวาด 7 สาขาใหญ่ ทั้งภาพยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำชาย ผู้กำกับหน้าใหม่ บทภาพยนตร์/ดัดแปลงบทภาพยนตร์ ฯลฯ ตั้งแต่เรื่องเปิดตัว นา ฮงจินก็พิสูจน์ได้ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงศิลป์ ขณะที่พลังการแสดงของคิม ยุนซอกและฮา จองอู ก็ปะทุเต็มที่ผ่าน The Chaser ทำให้ผู้ชมทั่วไปยกให้นา ฮงจินกลายเป็น “ผู้กำกับที่ทำให้เฝ้ารอผลงานถัดไป” ทันที

นา ฮงจิน, The Chaser, The Yellow Sea, The Wailing, HOPE
[ภาพ: Showbox]

ผลงานปี 2010 อย่าง The Yellow Sea คือการแท็กทีมกันอีกครั้งของนา ฮงจินกับคิม ยุนซอก และฮา จองอู ถัดจาก The Chaser เรื่องเริ่มจาก กูนัม (ฮา จองอู) คนขับแท็กซี่ชาวเหยียนเปียนในจีนที่จมปลักกับหนี้สิน ตัดสินใจรับงานจ้างวานฆ่าเพื่อหาเงินใช้หนี้และตามหาเมีย เขาข้ามมาที่เกาหลี แต่แผนกลับตาลปัตรและไม่นานก็กลายเป็นผู้ถูกล่า เผิน ๆ อาจดูเหมือนเรื่องของชายคนหนึ่งที่วิ่งหนีตายเอาตัวรอด แต่หนังก็ค่อย ๆ ขยายไปถึงองค์กรอาชญากรรม นายหน้า และการต่อรองของอำนาจ ลากผู้ชมลงสู่หล่มลึกขึ้นทุกขณะ

The Yellow Sea ดิบกร้าวกว่า The Chaser มาก หากเรื่องก่อนหน้าเป็นการไล่ล่าที่เกิดขึ้นแทบทั้งวันทั้งคืน เรื่องนี้คือการไล่ล่าที่ข้ามพรมแดนและชนชั้นทางสังคม ไล่มนุษย์ให้จนตรอกราวกับสัตว์ป่า รีอะลิซึมสไตล์นา ฮงจินยิ่งดื้อดึงขึ้นในเรื่องนี้ ตัวละครในหนังไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่ถูกจัดวางอย่างเนี้ยบ แต่เป็นคนที่ถูกผลักไสด้วยความอยากและสัญชาตญาณเอาตัวรอด ความรุนแรงไม่ได้ถูกทำให้ “เท่” หากแต่เข้ามาเหมือนความจริงที่มีทั้งไออุ่นและกลิ่น และการไล่ล่าทิ้งไว้ซึ่งไม่ใช่ความสะใจของแอ็กชัน แต่เป็นความล้าและสิ้นหวัง

ด้านรายได้ The Yellow Sea อาจไม่ปะทุเท่า The Chaser แต่ก็ทิ้งแรงสั่นสะเทือนไว้อย่างชัดเจน ทั้งที่ได้เรต 18+ ความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง และโทนที่หม่นหนัก ก็ยังดึงคนดูได้กว่า 2 ล้านคน ต่อมายังถูกเชิญไปฉายในสาย “Un Certain Regard” ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ ครั้งที่ 64 ได้รับความสนใจบนเวทีนานาชาติ The Yellow Sea จึงเป็นงานที่ถูกจดจำด้วยความหนาแน่นและความมุ่งมั่นยืนหยัดเหนือความเป็นแมส และยืนยันว่าโลกของนา ฮงจินไม่เคยเลือกเดินเส้นทางปลอดภัย

นา ฮงจิน, The Chaser, The Yellow Sea, The Wailing, HOPE
[ภาพ: 20th Century Fox Korea]

ผลงานปี 2016 อย่าง The Wailing คือหนังที่ไปได้ไกลที่สุดในเชิงแมสของผู้กำกับนา ฮงจิน เมื่อชายแปลกหน้าปรากฏตัวในหมู่บ้านชนบท เหตุอันลี้ลับและข่าวลือพิกลเริ่มแพร่กระจาย จนตำรวจ จงกู (กวัก โดวอน) ถูกดึงถลำลึกเข้าไปในเรื่องประหลาดที่โอบล้อมลูกสาวและทั้งหมู่บ้าน หนังเริ่มต้นเหมือนสืบสวนคดีฆาตกรรม แต่ไม่นานก็กลายเป็นสนามแห่งความโกลาหลที่พันกันยุ่งระหว่างออคคัลต์ ลี้ลับ ครอบครัว ความเชื่อพื้นบ้าน และความสยองทางศาสนา

พลังของ The Wailing อยู่ตรงที่ไม่ยื่นคำตอบให้ ใครคือผู้ชั่ว? อะไรคือความจริง? จะเชื่อใคร? หนังไม่เคยฟันธงจนจบ ผู้ชมจึงต้องสงสัย หวาดกลัว และสั่นคลอนไปพร้อมกับจงกู นา ฮงจินไม่ได้ใช้ “ความกลัว” เป็นเพียงกลไกของแนวหนัง แต่นำเสนอว่าเมื่อศรัทธาพังทลาย มนุษย์จะถูกความกลัวกลืนกินได้ง่ายเพียงใด โดยเฉพาะความเร่งร้อนของครอบครัวที่สื่อผ่านวาทะ “อะไรสำคัญนักหนา” ความกังวลต่อคนนอก และภาพของชุมชนที่หวั่นไหวต่อสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ทั้งหมดล้วนติดค้างอยู่ในใจยาวนานหลังหนังจบ

ตัวเลขก็โดดเด่น เปิดตัวไม่นาน The Wailing ก็ดึงคนดูพุ่งเร็ว ก่อนปิดที่มากกว่า 6 ล้านคน ได้รับเชิญฉายในสายไม่แข่งขันของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ครั้งที่ 69 สร้างกระแสสนใจระดับนานาชาติ และตอกย้ำตัวตนผ่านรางวัลผู้กำกับและสาขางานภาพ/ผลงานจากเวทีใหญ่ในประเทศ ที่สำคัญเหนืออื่นใด The Wailing จุดประกายการตีความและถกเถียงนับไม่ถ้วนในหมู่ผู้ชม ไม่ว่าจะถกเรื่องตอนจบ ตัวตนของตัวละคร หรือความหมายของความดีความชั่ว ทำให้ผู้ชมต้องออกไป “ประกอบสร้าง” หนังให้สมบูรณ์ต่อกันนอกโรง

นา ฮงจิน, The Chaser, The Yellow Sea, The Wailing, HOPE
[ภาพ: Plus M Entertainment]

จากนี้สายตาทั้งหมดมุ่งสู่ HOPE ซึ่งเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์ยาวเรื่องใหม่ในรอบ 10 ปีของนา ฮงจินหลัง The Wailing หากสามเรื่องก่อนหน้าลัดเลาะพรมแดนของอาชญากรรม การไล่ล่า การเอาตัวรอด และออคคัลต์ HOPE คือโปรเจกต์ใหญ่ที่โอบรับกลิ่นอายไซไฟแฟนตาซีเข้าไว้ด้วย เพียงแค่ฉากหลัง “ท่าเรือโฮโพ” เหตุการณ์พิกลที่ยากอธิบาย และสถานการณ์เหนือจริงที่ชุมชนมนุษย์ต้องเผชิญ ก็เพียงพอจะบอกใบ้ว่าความไม่สบายใจและความโกลาหลสไตล์นา ฮงจินกำลังจะเริ่มเดินเครื่องอีกครั้ง

หนังของนา ฮงจินไม่เคยอ่อนโยนเป็นมิตร แต่เมื่อหลุดเข้าไปแล้วก็ยากจะถอนตัวได้ วันที่ 15 เมื่อ HOPE เปิดเผยต่อสาธารณะ ผู้ชมกำลังตั้งตารอที่จะได้เผชิญหน้าอีกครา กับ “โลกอันไม่สบายแต่รุนแรง” ที่ชื่อว่านา ฮงจินกำลังจะสร้างขึ้น